รู้จักการกู้ร่วมซื้อบ้านคืออะไร พร้อมขั้นตอนและเรื่องควรรู้ก่อนยื่นกู้

05 May 2025
กู้ร่วมซื้อบ้าน

หากคุณใฝ่ฝันอยากมีบ้านหรือคอนโดเป็นของตัวเองสักหลัง แต่เมื่อลองคำนวณรายได้แล้วพบว่าอาจยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ธนาคารจะอนุมัติวงเงินตามที่ต้องการ หนึ่งในตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้ความฝันนี้เป็นจริงได้ง่ายขึ้นก็คือการหาผู้กู้ร่วม

บทความนี้ Grand Unity จะพาคุณไปไขทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับการกู้ร่วมซื้อบ้าน ตั้งแต่ความหมาย กลุ่มคนที่สามารถกู้ร่วมได้ ปัจจัยที่ธนาคารใช้พิจารณา ไปจนถึงขั้นตอนการเตรียมตัว เพื่อเพิ่มโอกาสในการขอสินเชื่อให้ผ่านฉลุยและได้วงเงินที่ครอบคลุมความต้องการของคุณมากที่สุด

การกู้ร่วมซื้อบ้านคืออะไร และผู้กู้ร่วมมีบทบาทอย่างไร

กู้ร่วมซื้อบ้าน

การกู้ร่วมซื้อบ้าน คือการขอสินเชื่อโดยมีผู้กู้ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป (สูงสุดไม่เกิน 3 คน) ร่วมลงนามในสัญญาเดียวกัน จุดประสงค์เพื่อนำรายได้มารวมกัน ช่วยทลายข้อจำกัดเรื่องรายได้ของผู้กู้คนเดียว ทำให้ธนาคารประเมินศักยภาพการชำระหนี้ได้สูงขึ้น โอกาสอนุมัติจึงง่ายขึ้นและได้รับวงเงินที่เพียงพอต่อการซื้อที่อยู่อาศัยตามต้องการ

แม้จะเป็นตัวช่วยที่ดี แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ "บทบาทและความรับผิดชอบ" เพราะในทางกฎหมายผู้กู้ทุกคนจะมีสถานะเป็น "ลูกหนี้ร่วม" ที่มีภาระผูกพันเทียบเท่าผู้กู้หลัก หากคนใดคนหนึ่งขาดส่งค่างวด คนที่เหลือจะต้องรับผิดชอบหนี้ทั้งหมดแทนทันที ดังนั้นก่อนเซ็นสัญญา ควรพูดคุยตกลงกันให้ชัดเจนว่า ใครจะผ่อนสัดส่วนเท่าไหร่ และใครเป็นผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งหากในอนาคตต้องแยกทาง หรือมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรายได้ลดลง

ใครสามารถกู้ร่วมซื้อบ้านได้บ้าง

ธนาคารมีข้อกำหนดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของผู้กู้ร่วมอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการทิ้งภาระหนี้หรือผิดนัดชำระ โดยกลุ่มคนที่สามารถยื่นขอสินเชื่อร่วมกันได้มักจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้

1. คู่สมรสและคู่รัก LGBTQ+

ครอบคลุมทั้งคู่สมรสชายหญิงที่จดทะเบียนสมรสและไม่จดทะเบียนสมรส (ใช้หลักฐานยืนยัน เช่น ภาพถ่ายงานแต่งงาน หรือเอกสารรับรองบุตร) รวมถึงคู่รัก LGBTQ+ ซึ่งปัจจุบันภายใต้กฎหมายสมรสเท่าเทียม สามารถจดทะเบียนสมรสและใช้เป็นหลักฐานหลักในการยื่นกู้ร่วมซื้อบ้านได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และมีสิทธิเทียบเท่าคู่สมรสทั่วไปทุกประการของทุกสถาบันการเงิน

2. สมาชิกในครอบครัวและเครือญาติ

การกู้ร่วมซื้อบ้านเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดสามารถกู้ร่วมกันได้ เช่น บิดา มารดา บุตร หรือพี่น้องแท้ๆ โดยพิจารณาจากนามสกุลเดียวกัน หากคนละนามสกุลจะต้องมีเอกสารทางราชการ เช่น ทะเบียนบ้าน หรือสูติบัตร เพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์ว่าเป็นเครือญาติกันจริง

3. หุ้นส่วนทางธุรกิจ

ในบางกรณีสำหรับผู้ที่ต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนร่วมกัน บางธนาคารอาจพิจารณาอนุญาตให้หุ้นส่วนธุรกิจสามารถกู้ร่วมได้ แต่จำเป็นต้องมีเอกสารยืนยันการทำธุรกิจร่วมกัน และมีข้อตกลงเรื่องการแบ่งปันกรรมสิทธิ์รวมถึงภาระหนี้อย่างชัดเจนตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนดอย่างเคร่งครัด

ปัจจัยสำคัญที่ธนาคารพิจารณาเมื่อยื่นกู้ร่วมซื้อบ้าน

กู้ร่วมซื้อบ้าน

การพิจารณาอนุมัติสินเชื่อแบบกู้ร่วม ธนาคารจะไม่ได้ดูแค่ตัวเลขรายได้เพียงอย่างเดียว แต่จะประเมินภาพรวมจากหลายปัจจัย เพื่อให้มั่นใจว่าผู้กู้ทุกคนมีความมั่นคงทางการเงินและสามารถรับผิดชอบหนี้ก้อนนี้ได้ตลอดรอดฝั่ง

1. รายได้รวมและภาระหนี้ (DTI)

ธนาคารจะนำรายได้ของผู้กู้ทุกคนมารวมกันเพื่อเป็นฐานในการคำนวณวงเงินกู้สูงสุด (โดยทั่วไปมักอนุมัติที่ 40-50 เท่าของรายได้รวม) จากนั้นจะนำมาคำนวณอัตราส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (Debt to Income Ratio) ซึ่งยอดผ่อนชำระหนี้ทั้งหมดรวมกัน ทั้งหนี้เดิมและหนี้บ้านใหม่ ไม่ควรเกิน 40-50% ของรายได้รวม เพื่อไม่ให้เกิดภาวะตึงเครียดทางการเงิน

2. เครดิตสกอร์ (Credit Score) ของผู้กู้ทุกคน

ไม่ว่าจะเป็นการกู้คนเดียวหรือกู้ร่วมซื้อบ้าน ธนาคารจะตรวจสอบประวัติเครดิตบูโรของผู้กู้ "ทุกคน" อย่างละเอียด หากมีผู้กู้ร่วมเพียงคนเดียวที่มีประวัติค้างชำระ จ่ายล่าช้า หรือติดแบล็กลิสต์ ก็อาจส่งผลให้คะแนนความน่าเชื่อถือของทั้งกลุ่มลดลง และมีโอกาสที่การขอสินเชื่อจะถูกปฏิเสธได้ทันที

3. มูลค่าและราคาประเมินของอสังหาริมทรัพย์

เนื่องจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นสินเชื่อแบบมีหลักประกัน ธนาคารจึงให้ความสำคัญกับทำเล สภาพแวดล้อม และราคาประเมินของตัวบ้านหรือคอนโด หากราคาประเมินจากเจ้าหน้าที่ธนาคารออกมาต่ำกว่าราคาซื้อขายจริง ผู้กู้อาจต้องเตรียมเงินสดเพื่อจ่ายส่วนต่างเพิ่มเติมให้กับทางโครงการเอง

4. อายุของผู้กู้ร่วมและระยะเวลาผ่อนชำระ

ระยะเวลาในการผ่อนชำระ (สูงสุด 30-40 ปี) มีผลโดยตรงต่อค่างวดในแต่ละเดือน โดยทั่วไปหากเป็นการกู้ร่วมซื้อบ้าน ธนาคารมักจะยึดจาก "อายุของผู้กู้ที่น้อยที่สุด" เป็นเกณฑ์หลัก เพื่อให้สามารถยืดระยะเวลาการผ่อนชำระออกไปได้นานที่สุด ทำให้ค่างวดต่อเดือนถูกลง (โดยมีข้อแม้ว่าเมื่อนำอายุของผู้กู้มารวมกับระยะเวลาผ่อนชำระแล้ว จะต้องไม่เกิน 65-70 ปี ตามข้อกำหนดของแต่ละธนาคาร)

ข้อดีและข้อควรระวังของการกู้ร่วมซื้อบ้าน

แม้การรวมพลังทางการเงินจะช่วยเปิดโอกาสให้สามารถเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้ตามฝัน แต่การกู้ร่วมซื้อบ้านก็มีทั้งข้อดีและข้อจำกัดผูกพันทางกฎหมายที่ผู้กู้ทุกคนต้องทำความเข้าใจและตกลงร่วมกันให้ชัดเจน

1. ข้อดีของการกู้ร่วม

การกู้ร่วมซื้อบ้านมีจุดเด่นสำคัญที่ช่วยให้ผู้กู้เข้าถึงโอกาสในการมีที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น โดยมีข้อดีหลักๆ ดังนี้

  • เพิ่มโอกาสได้รับอนุมัติวงเงินที่สูงขึ้น: การนำรายได้มารวมกันทำให้ธนาคารประเมินความสามารถในการผ่อนชำระได้สูงขึ้น ช่วยให้คุณสามารถเลือกซื้อบ้านหรือคอนโดที่มีพื้นที่กว้างขึ้นได้ตามต้องการ
  • ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายรายเดือน: การมีผู้กู้ร่วมช่วยรับผิดชอบค่างวด จะช่วยลดความกดดันทางการเงิน ทำให้สภาพคล่องในแต่ละเดือนไม่ตึงเครียดจนเกินไป
  • สร้างประวัติเครดิตที่ดีร่วมกัน: หากทุกคนช่วยกันผ่อนชำระตรงเวลาอย่างสม่ำเสมอ จะเป็นการสร้างประวัติเครดิตที่ดีในระบบทางการเงินให้กับผู้กู้ทุกคน

2. ข้อควรระวังและผลผูกพันทางกฎหมาย

ก่อนตัดสินใจจรดปากกาเซ็นสัญญา ผู้กู้ร่วมทุกคนต้องตระหนักถึงภาระผูกพันและข้อจำกัดที่อาจส่งผลกระทบในอนาคต ดังนี้

  • ทุกคนมีสถานะเป็นลูกหนี้ร่วม: หากคนใดคนหนึ่งขาดสภาพคล่องทางการเงินหรือไม่ยอมจ่ายค่างวด คนที่เหลือจะต้องรับผิดชอบภาระหนี้ทั้งหมดแทนทันที
  • ลดทอนความสามารถในการขอสินเชื่ออื่น: ภาระหนี้ก้อนนี้จะปรากฏในเครดิตบูโรของผู้กู้ทุกคน ทำให้การขอสินเชื่ออื่นๆ ในอนาคตทำได้ยากขึ้น
  • ข้อเสียเปรียบเรื่องสิทธิลดหย่อนภาษี: แม้จะนำดอกเบี้ยบ้านไปลดหย่อนภาษีได้ (สูงสุด 100,000 บาท) แต่สรรพากรกำหนดให้ "ต้องหารเฉลี่ยตามจำนวนผู้กู้ร่วม" เช่น กู้ 2 คน จะลดหย่อนได้สูงสุดเพียงคนละ 50,000 บาท
  • ความยุ่งยากหากต้องแยกทาง: หากวันหนึ่งมีความจำเป็นต้องแยกทาง การดำเนินการถอนชื่อผู้กู้ร่วมจะมีขั้นตอนที่ซับซ้อน (ต้องประเมินรายได้ใหม่เทียบเท่าการขอรีไฟแนนซ์) และอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

5 วิธีเตรียมตัวล่วงหน้า เพิ่มโอกาสกู้ร่วมซื้อบ้านให้ผ่านฉลุย

กู้ร่วมซื้อบ้าน

การยื่นขอสินเชื่อคือการแสดงความมั่นคงทางการเงินให้ธนาคารพิจารณา ยิ่งเตรียมตัวมาดี โอกาสได้รับอนุมัติก็ยิ่งสูงและใช้เวลาตรวจสอบน้อยลง หากคุณวางแผนที่จะกู้ร่วมซื้อบ้าน นี่คือ 5 สิ่งที่ควรเตรียมพร้อมแต่เนิ่นๆ

1. ตรวจสอบเครดิตบูโรก่อนยื่นกู้

ผู้กู้ทุกคนควรเช็กข้อมูลเครดิตบูโรของตนเองล่วงหน้าอย่างน้อย 3-6 เดือน หากพบว่ามียอดค้างชำระ ลืมจ่ายบิล หรือมีสถานะบัญชีที่ไม่ปกติ ควรรีบจัดการเคลียร์ยอดหนี้ให้เรียบร้อยและรอให้ข้อมูลในระบบอัปเดตเป็นสถานะปกติก่อนทำการยื่นกู้

2. ลดภาระหนี้สินอื่นให้ต่ำที่สุด

ควรพิจารณาปิดยอดบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีความจำเป็น เพื่อลดอัตราส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (DTI) ให้น้อยที่สุด ซึ่งตัวเลขหนี้สินที่ลดลงจะช่วยเพิ่มพื้นที่ว่างให้ธนาคารประเมินว่าคุณสามารถแบกรับค่างวดบ้านได้อย่างสบายๆ

3. เตรียมหลักฐานรายได้ให้ชัดเจน

ผู้กู้ทุกคนต้องเตรียมสลิปเงินเดือน หนังสือรับรองการทำงาน และรายการเดินบัญชี (Statement) ย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่ามีแหล่งที่มาของรายได้ที่โปร่งใส มั่นคง และสม่ำเสมอเพียงพอต่อการชำระหนี้ระยะยาว

4. งดสร้างหนี้ใหม่ในช่วงก่อนยื่นกู้

ข้อควรระวังที่สำคัญคือการหลีกเลี่ยงการผ่อนสินค้าชิ้นใหญ่ การค้ำประกันบุคคลอื่น หรือการเปิดบัตรเครดิตใบใหม่ในช่วง 3-6 เดือนก่อนยื่นกู้ร่วมซื้อบ้าน เพราะความเคลื่อนไหวเหล่านี้อาจทำให้ธนาคารมองว่าคุณกำลังมีความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น

5. จัดเตรียมเอกสารส่วนตัวให้ครบถ้วน

รวบรวมเอกสารสำคัญของผู้กู้ทุกคนให้พร้อม เช่น สำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรส (ถ้ามี) ใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล รวมถึงเอกสารรายละเอียดสัญญาจะซื้อจะขาย เพื่อความรวดเร็วและเป็นมืออาชีพเมื่อถึงเวลายื่นเอกสารพิจารณากับเจ้าหน้าที่

6 ขั้นตอนการกู้ร่วมซื้อบ้านที่ควรรู้

เมื่อเตรียมความพร้อมด้านการเงินและเอกสารครบถ้วนแล้ว กระบวนการขอสินเชื่อจะประกอบไปด้วยขั้นตอนหลักๆ ดังต่อไปนี้ เพื่อให้คุณสามารถประเมินระยะเวลาและวางแผนรับมือได้อย่างถูกต้อง

1. วางแผนการเงินและตกลงกรรมสิทธิ์ร่วมกัน

ก่อนเริ่มดำเนินการ ผู้กู้ร่วมควรพูดคุยตกลงกันให้ชัดเจนว่า ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่างวดในสัดส่วนเท่าไหร่ และจะใส่ชื่อใครเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน (สามารถใส่ชื่อคนเดียว หรือใส่ชื่อร่วมกันก็ได้) เพื่อป้องกันข้อพิพาทในอนาคต

2. เลือกทรัพย์สินที่ต้องการซื้อ

ค้นหาและเลือกบ้านหรือคอนโดมิเนียมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ เหมาะสมกับทำเลที่คุ้นเคย และมีราคาขายอยู่ในเกณฑ์ที่สอดคล้องกับความสามารถในการผ่อนชำระของรายได้รวม

3. รวบรวมเอกสารของผู้กู้ทุกคน

จัดเตรียมเอกสารส่วนบุคคล เอกสารแสดงรายได้ และเอกสารหลักประกัน (เช่น สัญญาจะซื้อจะขาย สำเนาโฉนด) ของผู้กู้ร่วมทุกคนให้ครบถ้วนตามรายการที่แต่ละธนาคารกำหนด

4. ยื่นขอสินเชื่อกับธนาคาร

นำเอกสารทั้งหมดไปยื่นขอสินเชื่อ แนะนำให้ยื่นและเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยรวมถึงเงื่อนไขสิทธิประโยชน์จาก 3-4 ธนาคาร เพื่อเลือกข้อเสนอที่คุ้มค่าและช่วยประหยัดดอกเบี้ยในระยะยาวได้มากที่สุด

5. รอธนาคารประเมินและอนุมัติ

ธนาคารจะส่งบริษัทผู้ประเมินเข้าไปตรวจสอบมูลค่าทรัพย์สิน ควบคู่ไปกับการตรวจสอบประวัติการเงินของผู้กู้โดยฝ่ายสินเชื่อ เมื่อทุกอย่างผ่านเกณฑ์ ธนาคารจะแจ้งผลการอนุมัติพร้อมระบุวงเงินและอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับ

6. เซ็นสัญญากู้และโอนกรรมสิทธิ์

ขั้นตอนสุดท้ายคือการนัดหมายที่สำนักงานที่ดิน โดยผู้กู้ร่วมทุกคนต้องไปปรากฏตัวเพื่อเซ็นสัญญาเงินกู้ ดำเนินการจดจำนอง และรับโอนกรรมสิทธิ์ ถือเป็นการเสร็จสิ้นขั้นตอนการกู้ร่วมซื้อบ้านอย่างเป็นทางการ

การกู้ร่วมซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ต้องการสร้างความมั่นคงในชีวิตร่วมกับคนสำคัญ สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจเงื่อนไข มีวินัยทางการเงิน และเลือกโครงการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในระยะยาวได้อย่างแท้จริง

หากคุณกำลังมองหาคอนโดมิเนียมที่โดดเด่นทั้งทำเล คุณภาพ และราคาที่คุ้มค่า แกรนด์ ยูนิตี้ มีโครงการคอนโดพร้อมอยู่หลากหลายทำเลศักยภาพ ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับทุกฟังก์ชันการใช้ชีวิต พร้อมทีมงานมืออาชีพที่ยินดีให้คำปรึกษาและดูแลเรื่องการยื่นสินเชื่อ เพื่อให้กระบวนการกู้ร่วมของคุณเป็นเรื่องง่ายและราบรื่นที่สุด 

แกรนด์ ยูนิตี้ เรามุ่งมั่นที่จะตอบทุกเหตุผลของการใช้ชีวิต เพื่อให้คุณได้ #ใช้ชีวิตบนเหตุผลของคุณ #GrandUnity #MakesSense.

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการกู้ร่วมซื้อบ้าน

สามารถกู้ร่วมซื้อบ้านสูงสุดได้กี่คน

โดยทั่วไปสถาบันการเงินจะอนุญาตให้มีผู้กู้ร่วมได้สูงสุดไม่เกิน 3 คนต่อ 1 สัญญา โดยผู้กู้ทุกคนจะต้องมีความสัมพันธ์กันตามเกณฑ์ที่กำหนดอย่างชัดเจน เช่น เป็นเครือญาติสายตรง เป็นคู่สมรส หรือเป็นคู่รัก

กู้ร่วมซื้อบ้านแต่ใส่ชื่อถือกรรมสิทธิ์คนเดียวได้หรือไม่

สามารถทำได้ การกู้ร่วมคือการนำรายได้ของทุกคนมาค้ำประกันหนี้ร่วมกันต่อหน้าธนาคาร แต่ในส่วนของการถือกรรมสิทธิ์ที่ระบุอยู่ด้านหลังโฉนด สามารถตกลงกันเองได้ว่าจะใส่ชื่อเป็นเจ้าของร่วมกันทั้งหมด หรือจะใส่ชื่อใครคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวก็ได้

หากผู้กู้ร่วมเสียชีวิต ภาระหนี้จะเป็นอย่างไร

หากผู้กู้ร่วมคนใดคนหนึ่งเสียชีวิต ภาระหนี้ทั้งหมดที่เหลือจะตกเป็นความรับผิดชอบของผู้กู้ร่วมที่ยังมีชีวิตอยู่ อย่างไรก็ตาม หากในวันทำสัญญาได้มีการทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA) เอาไว้ บริษัทประกันจะเป็นผู้รับผิดชอบชำระหนี้ในส่วนที่เหลือตามเงื่อนไขที่ระบุในกรมธรรม์

ต้องการถอนชื่อผู้กู้ร่วมในภายหลังสามารถทำได้หรือไม่

สามารถทำได้ แต่กระบวนการจะเทียบเท่ากับการขอรีไฟแนนซ์ใหม่ทั้งหมด โดยธนาคารจะประเมินรายได้ของผู้กู้ที่ต้องการรับภาระหนี้ต่อว่ามีรายได้เพียงพอต่อการผ่อนชำระด้วยตัวคนเดียวหรือไม่ หากรายได้ผ่านเกณฑ์ก็สามารถทำเรื่องถอนชื่อ เปลี่ยนสัญญา และแก้ไขกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินได้

ผู้กู้ร่วมกับคนค้ำประกันต่างกันอย่างไร

"ผู้กู้ร่วม" คือลูกหนี้ร่วมที่สามารถมีสิทธิในกรรมสิทธิ์ของบ้านและต้องรับผิดชอบภาระหนี้โดยตรง ในขณะที่ "คนค้ำประกัน" จะไม่มีสิทธิในกรรมสิทธิ์ของบ้านเลย เพียงแต่ใช้เครดิตของตนเองมารับรองว่าหากผู้กู้หลักไม่ยอมผ่อนชำระ ตนเองจะรับผิดชอบหนี้แทน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสถาบันการเงินมักไม่นิยมให้ใช้คนค้ำประกันแล้ว แต่มักแนะนำให้ทำเป็นการกู้ร่วมซื้อบ้านแทนเพื่อความรัดกุม